Page 2 of 3
ตอน 2 !!!
"หมายเลข 3 ตอนนี้อยู่ชั้นไหน...เปลี่ยน"ผมเป่าลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมทั้งจิ๊กปากเบาๆ อย่างหัวเสียเล็กน้อย แต่ก็พูดตอบไปว่า"ผมอยู่ที่ชั้น 15 ครับ...เปลี่ยน...มีอะไรหรือเปล่า...เปลี่ยน"เสียงเรียกมาเงียบไปสักครู่ จนผมต้องกดปุ่มถามย้ำไปอีกครั้ง เสียงหัวหน้าสายงานจึงตอบกลับมาว่า"ชั้นที่ 16 เดินผ่านไปเลยก็ได้...เปลี่ยน...ถ้าไม่มีอะไร...ไปดูชั้น 17-18 เลยก็ได้...เปลี่ยน"คำสั่งนี้ทำเอาผมฟังแปลกๆ ทำไมไม่ต้องเดินตรวจชั้นที่ 16 ก็ได้ แต่ชั้นที่ 17 กับ 18 กลับสั่งให้ผมเดินตรวจไปตามปกติ แต่ผมก็ไม่ได้พูดหรือซักถามอะไร กดปุ่มพูดรับทราบจากนั้นก็เดินต่อไปจนสุดทางเดินตึก ก็ถึงทางลาดขึ้นสู่ชั้นที่ 16 ซึ่งต้องแปลกใจที่ชั้น 16 นั้นมืดสนิท ผมกราดไฟฉายขึ้นไปดู ทั้งชั้นของลานจอดรถชั้นที่ 16 มืดสนิท เพราะตลอดเส้นทางไม่มีไฟนีออนติดให้ความสว่างอยู่เลยแม้แต่ดวงเดียว ผมยืนมองไปตามแนวยาวของลานจอดรถที่มืดมิดนั้น มองเห็นเสาที่เรียงรายไปตาม 2 ฝั่งของลานจอดรถ ไกลออกไปในความมืด มีเพียงแสงดาวที่สาดส่องเข้ามาบ้าง ที่พอช่วยให้เห็นอะไรๆ ได้เลือนราง
"มิน่า...อย่างนี้เองที่บอกว่าไม่ต้องเดินตรวจชั้นนี้ก็ได้ มันมืดเพราะไม่มีไฟอย่างนี้เอง"ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ขยับตัวจะเดินขึ้นชั้นที่ 17 ต่อไป แต่มือก็ยังส่องไฟฉายที่พุ่งเป็นลำ กราดไปตามเสาด้านขวาที่ไกลออกไปราว 5-6 ต้น ผมต้องชะงักกึก เมื่อแสงไฟฉายวาดกวาดผ่านร่างหนึ่ง ที่หลบแว่บเมื่อแสงไฟฉายกราดผ่านไป จนผมต้องขยับมือกราดแสงไฟฉายกลับไปที่เสาต้นนั้น ซึ่งร่างลึกลับนั้นหลบวูบเข้าไปผมค่อยๆ ขยับหันหน้ามองอย่างจริงจัง มองตามวงแสงไฟฉายที่จับอยู่ที่เสาต้นนั้นนิ่งไว้ และพยายามเพ่งสายตามองฝ่าความมืดไปด้วย เพราะห่างจากแสงไฟฉายออกไป ก็แทบจะไม่เห็นอะไรอีกนอกจากภาพเลือนรางเท่านั้น"ใครน่ะ...ใครอยู่ตรงนั้น...ขึ้นมาทำอะไรบนนี้...ออกมา"ผมตะโกนออกไป จนเสียงของผมสะท้อนก้องไปทั้งชั้น และค่อยๆ สืบเท้าช้าๆ เข้าไป ไม่แน่ใจว่าคนที่แอบนิ่งอยู่หลังเสาต้นนั้น จะมีอาวุธอย่างมีดกับปืนหรือเปล่า เพราะที่ตัวผมมีเพียงกระบองไม้อันเดียว ที่ห้อยติดอยู่ในปลอกหนังข้างเอวซึ่งตอนนี้ผมดึงขึ้นมาถือมันไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายกลับมาถือไฟฉายแทน และนำวิทยุสื่อสารเหน็บเข้าที่เอวแบบเตรียมพร้อมผมยังคงส่องจี้ไฟฉายอยู่ตรงนั้น
ไม่เปลี่ยนที่ เดินชิดซ้ายให้ห่างจากด้านขวาที่เสาเป้าหมายนั้นตั้งอยู่ ผมเดินช้าๆ จนใกล้มาถึงเสาที่อยู่ตรงข้ามกับเสาต้นนั้น ผมจึงเดินหลบเสาต้นที่ตรงกับเสาต้นนั้นอ้อมพรวดออกมาส่องไฟไปที่หลังเสาต้นนั้นกลับว่างเปล่า ผมค่อยๆ ฉายกราดแสงไฟรอบๆ บริเวณนั้น แต่ก็ไม่มีสิ่งใดแม้แต่แมวสักตัว ผมเดินเข้าไปที่เสาต้นนั้นส่องไฟฉายดูให้มั่นใจ ผมถอนใจ
อย่างโล่งอกบ่นเบาๆ "ตาฝาดไปเองแหงๆ เลยเรา"และไหนๆ ก็เดินมาถึงตรงนี้แล้ว อันเป็นจุดที่เกือบจะกลางทางลานจอดรถแล้ว ก็เดินไปให้สุดเสียเลยก็แล้วกันเมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงเดินต่อไป เสียงสะท้อนจากเท้าของผมที่เดินแต่ละก้าวดังกึกๆ สะท้อนชัดเจนเพราะผมใส่แผ่นเหล็กสำหรับกันรองเท้าสึก ไว้ที่สันรองเท้าทั้ง 2 ข้างของผมแต่มีบางจังหวะที่ผมรู้สึกว่ามันแปลกไปผมเดินไป 3 ก้าว เสียงก็ควรจะดัง 3 ครั้งตามจังหวะพอดีที่ผมเดินแต่ผมกลับรู้สึกได้ยินเหมือนกับว่า เสียงย่ำเดินของผมมันดันดังเกินไปผมจึงลองเดินใหม่ โดยเดินออกไป 4 ก้าวติดๆ กัน เสียงสุดท้ายคือเสียงที่ 4 ซึ่งควรเป็นเช่นนั้น แต่นี่มันกลับมีเสียงกึกๆ เกินมาถึง 2 ครั้ง ผมใจวูบ ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว กลั้นใจค่อยๆ หันไปด้านหลัง ส่องกราดแสงไฟฉายไปที่ด้านหลังทั่วๆ แต่ทุกอย่างว่าเปล่า และเงียบสงัดจนหูแทบอื้อผมค่อยๆ ขยับตัวเองเดินถอยหลังช้าๆ อย่างไม่ไว้ใจ พอเท้าก้าวเดินออกไปได้ 2-3 ก้าว เสียงเกินนั้นคราวนี้ดังเกินมาหลายครั้งราวกับใครเอาช้อนกินข้าวที่ทำจากสแตนเลสมาตีกันถี่ๆ
อ่านต่อ ตอนจบ..