เมื่อลูกโตขึ้นอีกหน่อยสัก 7-10 ขวบ พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบส่วนใหญ่ จะเป็นช่วงที่เด็กเรียนรู้ที่จะมองและเข้าใจในเรื่องของเหตุและผลว่า ถ้าเขาทำอะไรลงไปผลจะเป็นอย่างไร การเรียนรู้ดังกล่าว จะทำให้เด็กเริ่มหัดที่จะตัดสินใจหลายๆ สิ่งได้ เช่น ถ้าเขาไม่ยอมกินข้าวเขาจะหิว หรือถ้าเขาแกล้งน้องเขาจะถูกลงโทษ เป็นต้น เด็กๆ จึงสามารถที่จะตัดสินใจหลายอย่าง ก่อนที่เขาจะลงมือกระทำอะไรลงไป นักจิตวิทยาจึงเชื่อว่า ในระยะอายุดังกล่าว พ่อแม่ควรหัดให้เด็กรู้จักบริหารเงินของเขาเอง เช่น อาจจะทดลองให้เงินเขาเป็นอาทิตย์ จะอาทิตย์ละเท่าไรนั้น เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องคิดคำนวณตามสถานการณ์จริง หากเขารู้ว่าในแต่ละอาทิตย์เขาจะได้เท่าไร เขาก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่า เขาควรจะใช้ไปวันละเท่าใด ถึงจะเพียงพอก่อนจะได้เงินงวดใหม่การให้เงินเด็กเป็นรายอาทิตย์ หรือรายสามวัน จะช่วยทำให้เด็กรู้สึกว่า เขามีเงินเป็นจำนวนตายตัวที่จะต้องใช้ให้พอภายในช่วงเวลาหนึ่งๆ หากเขาจะนำไปใช้หมดภายในวันสองวัน เขาอาจจะต้องอดขนมไปอีกหลายวัน การมีเงินที่จำกัด จะช่วยฝึกให้เด็กเริ่มรู้ว่า เขาควรใช้อย่างไร อะไรสำคัญก่อนหลัง ไม่ใช่เห็นอะไรถูกใจก็จะซื้อจนหมดภายในวันเดียว ซึ่งถ้าเขาทำเช่นนั้น หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือ จะต้องใจแข็งและไม่ให้เขาเบิกก่อนเวลาที่กำหนดไว้ ข้อสำคัญ คุณต้องหยุดความเคยชินที่จะให้เมื่อเขาขอ เพื่อฝึกลูกให้รู้จักการใช้เงินอย่างถูกทาง คุณต้องไม่ทำตัวเป็น ATM เคลื่อนที่ให้เขาในกรณีอันไม่เหมาะไม่ควรเป็นอันขาดในกรณีที่เงินจำนวนที่คุณให้ไม่พอใช้ในสภาวะปัจจุบัน คุณก็อาจจะกำหนดอัตราขึ้นใหม่ และตกลงกับเขาว่า การปรับของคุณจะเริ่มต้นเมื่อไร แต่ไม่ใช่ปรับกันทุกครั้งที่เขาขอ คุณต้องเห็นควรด้วยว่า การปรับแต่ละครั้งนั้นสมเหตุสมผล
คุณแม่บางคนอาจมีคำถามว่า เราควรให้อะไรแก่ลูกเป็นรางวัลหรือผลตอบแทนเมื่อเขาทำงานบางอย่างหรือไม่?เรื่องนี้นักจิตวิทยายังมีความเห็นขัดแย้งกัน บางท่านเห็นว่า การที่เด็กช่วยงานบ้านหรือการที่เขาเรียนดี ถ้าพ่อแม่จะมี "รางวัล" ให้เขาบ้าง ก็จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เข้าใจว่า ผลงานที่ดีย่อมได้ผลตอบแทนที่ดี แต่บางท่านก็เห็นว่า การที่เด็กต้องทำกิจวัตรประจำวันของเขา เช่น การกิน การนอน การเรียน ฯลฯ ไม่จำเป็นที่พ่อแม่จะต้องไปให้เงิน หรือค่าจ้างตอบแทน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่เด็กจะต้องทำอยู่แล้ว หากพ่อแม่อยากจะให้ค่าขนมพิเศษกับลูก ก็อาจจะให้กับงานบางชิ้นที่เขาจะต้องทำด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งไม่ใช่การแปรงฟัน การกินข้าว หรือเข้านอนของเด็ก นักจิตวิทยาหลายคนคิดว่า แทนการให้เป็น "เงิน" พ่อแม่อาจจะให้เป็น "แต้มสะสม" เช่น อาจมีการกำหนดไว้ว่าทำความสะอาดห้องเอง ได้ 30 แต้ม ช่วยเก็บกรวดเศษใบไม้ในบริเวณบ้าน ได้ 50 แต้ม เก็บเตียงนอนของตัวเองทุกครั้ง ได้ 25 แต้ม ฯลฯ ทุกครั้งที่เด็ก " ทำงาน " ดังกล่าว เขาจะได้แต้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถ้าได้รวมกันทุก 500 แต้ม คุณแม่จะให้รางวัล ซึ่งอาจจะเป็นเงิน 100 บาท หรือสิทธิพิเศษตามที่ได้ตกลงกันไว้ ลักษณะของการ "ทำงาน" เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินหรือสิทธิพิเศษ จะทำให้เด็กเรียนรู้ว่า เขาจะต้องทำงานบางอย่างเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เขาต้องการ และเขาจะรู้สึกถึงคุณค่าของเงินที่เขาได้รับ
เมื่อใดก็ตาม ที่คุณพ่อคุณแม่ให้เงินตอบแทนการทำงานของเด็ก ก็อาจจะถือโอกาสแนะนำให้ลูกรู้จักสะสม เช่น สอนให้เขารู้ว่า หากเขาได้เงินมาสัก 100 บาท ก็ควรจะสะสมไว้สัก 60% หรือ 70% ส่วนการใช้เงินที่เหลือนั้น เขามีสิทธิเต็มที่ที่จะใช้ไปอย่างไรก็ได้ โดยที่พ่อแม่ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไปออกความเห็นทีนี้พอมาถึงวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี หากลูกมาขอซื้อกางเกงยีนราคา 3,000 บาท และคุณเห็นว่า อยากซื้อให้ เพราะเขาแทบจะไม่เคยมาขออะไรที่มากมายกับคุณบ่อยๆ เลย คุณก็อาจจะซื้อให้เขาได้ แต่ถ้าคุณรู้ว่าเขามี "นิสัย" ที่ชอบซื้อของแพงโดยไม่สมเหตุสมผล คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธลูกให้เป็น พร้อมกับบอกเหตุผล โดยไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาแต่โดยทั่วๆ ไป พ่อแม่มักจะให้เงินเดือนลูกวัยรุ่นกันอยู่แล้ว ถ้าลูกอยากได้จริงๆ เขาควรจะหัดเก็บเงินประจำของเขา และซื้อเอง แต่ถ้าพ่อแม่อยากจะให้เขาบ้าง ก็อาจเสนอว่า คุณจะช่วยจ่ายให้เขาครึ่งราคา ส่วนอีกครึ่งให้เขานำเงินที่เขาเก็บมาใช้ หากพ่อแม่ทำให้การขอของลูกเป็นสิ่งที่ "ยากขึ้น" เขาจะเกิดความรู้สึกภูมิใจ (self-esteem) ขึ้นในตัวเอง การควักเงินให้ลูกซื้อของราคาแพงๆ โดยไม่ให้เขาใช้ความพยายามอะไรเลย นอกจากจะทำให้เขาไม่รู้คุณค่าของที่ได้มาแล้ว เขายังไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเองอีกด้วยเป็นไงคะ อ่านมาถึงตรงนี้ คุณพ่อคุณแม่คงคิดตกแล้วนะคะว่า นาฬิกาเรือนหมื่น หรือกระเป๋าสะพายใบละหลายพันบาทที่ลูกมาขอให้ซื้อให้เมื่อเร็วๆ นี้ คุณควรจะซื้อให้เขาหรือไม่ แล้วคุณจะรับมือกับลูกอย่างไร