เพื่อนฉันบอกว่า ป้าไสวเลิกขายข้าวแกงที่ทางเข้าชุมชนเพราะเช่าที่หน้าตลาดได้และขายเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้นฉันยังนึกในใจว่าก็ดี ถึงมีเงินก็ไม่งอมืองอเท้า แต่ฉันยังเคยเห็นว่าขายดีแค่ไหนแต่เมื่อเห็นพฤติกรรมของแกในเช้าวันหนึ่งก็รู้สึกเสื่อมศรัทธาในตัวแกมากขึ้น
เช้าวันพระ ฉันไปซื้อกับข้าวใส่บาตรที่แผงของแก ฉันก็ใส่บาตรตามปกติแต่มองของที่ป้าไสวเตรียมนั้นจำนวนไม่ลดลงทั้งที่มีคนใส่บาตรทำบุญมากมาย และเห็นจ๊อดกู้ภัย เอาของมาเสริมอยู่เรื่อยๆ ไม่นานฉันก็รู้ว่าเป็นการขายกับข้าวใส่บาตรแบบเวียนเทียน พฤติกรรมเหมือนกับที่เห็นเป็นข่าวไม่มีผิด แม่ลูกและพระพร้อมลูกศิษย์รู้กันอย่างไม่กลัวบาปกลัวกรรม ด้วยความที่คุ้นเคยกันจึงแกล้งถามดูว่า
“ป้าแบบนี้มันบาปนะ ดูไม่ดีเลย”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับแก!” ป้าไสวตวาดใส่ฉันจนฉันสะอึกแทบหงายเลย สรรพนามที่เคยใช้เปลี่ยนไป
“ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น บาปเบิบอะไร ฉันไม่ได้ไปบังคับให้มาซื้อของกับฉันนี่ เมื่อมีข้อเสนอมาก็น่าจะสนองให้ รอให้พระแบบนี้ไม่มีซะก่อนฉันค่อยเลิก”
“จริงเหรอป้า? กำไรเป็นกอบเป็นกำอย่างนี้นี่น่ะ”
“จริงซิ! แกไปทำงานของแกได้แล้วฉันจะขายของ ไอ้จีอดมันไปนานจังว่ะ”
ฉันนึกในใจว่า สักวันหนึ่งบาปที่ทำจะต้องสนองแน่ทั้งผู้ขายและผู้รับ เงินทองไม่เข้า-ออกใคร บาปกรรมก็ไม่เข้าออกใครเหมือนกัน ผ่านไปหลายวันพระก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันไม่อุดหนุนป้าไสวจึงหลบไปใส่บาตรที่หลังตลาดแทนเพราะพระท่านรับบาตรแล้วเดิน ไม่ยืนแช่คอยท่าเหมือนหน้าตลาด
เมื่อเดินกลับบ้านผ่านแผงของแก แกก็พูดเป็นเชิงกระแทกแดกดัน แต่ฉันก็ไม่โต้ตอบแกเพราะเพิ่งใส่บาตรมา ใจสงบสดชื่นก็ระงับใจตัวเองได้ ตอบโต้ไปก็เรื่องยาวเปล่าๆ ไร้ประโยชน์ จ๊อด กู้ภัย มองฉันด้วยสายตาไม่พอใจ
เวรกรรมบางครั้งก็มาช้าเกินไป เพื่อไม่ให้คนเสื่อมศรัทธาและไม่นิ่งดูดาย ฉันจึงเร่งกรรมให้เร็วขึ้นด้วยการแจ้งเรื่องนี้ไปที่กรมการศาสนาเสียเลย ส่วนเขาจะจัดการหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และฉันก็ไม่ได้ใส่บาตรไปหลายอาทิตย์ จนกระทั่งมาหาเพื่อนในชุมชนจึงได้รู้ว่าเรื่องที่แจ้งไปนั้นได้รับการสนองเรียบร้อยแล้ว ตุ๊กเพื่อนฉันบอกว่าป้าไสวบ่นเป็นหมีกินผึ้งเลยที่โดนแบบนั้น
มีเรื่องที่คนเราไม่คาดคิดเสมอ เมื่อเดือนที่แล้วป้าไสวไปทัวร์ไหว้พระที่นครสวรรค์ รถทัวร์ที่แกนั่งไปนั้นคว่ำที่ถนนสายเอเชียเพราะฝนตกถนนลื่นแกได้รับบาดเจ็บสาหัส จ๊อด กู้ภัยไปรับตัวแม่เข้า ร.พ.เอกชนกรุงเทพฯ และอยู่ใกล้บ้านอีกด้วย ฉันรู้ข่าวจึงชวนตุ๊กไปเยี่ยมแก ป้าไสวยังไม่รู้สึกตัวลูกชายแกบอกว่า หลังจากย้ายมากรุงเทพฯหัวใจแกหยุดเต้นไปพักหนึ่ง หมอต้องปั๊มหัวใจได้สำเร็จแต่ก็ยังไม่รู้สึกไม่มีการตอบสนองใดๆ
สุดท้าย จ๊อด กู้ภัย ก็ตัดสินใจเอาป้าไสวออกจาก ร.พ. เพราะเสียค่าใช้จ่ายต่อไปไม่ไหว ที่ผ่านมาก็หมดเป็นแสน คนจนอย่างเราๆ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาคงตายสถานเดียวถึงจะมีประกันสังคมคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ป้าไสวกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา
ฉันเปรยกับเพื่อนว่า “น่าเศร้าไปทำบุญไหว้พระแท้ๆ กลับต้องมาเป็นอย่างนี้”
เพื่อนพูดว่า “บุญก็ส่วนบุญ กรรมมากแต่บุญทำน้อย เวรกรรมก็แซงบุญได้เหมือนกัน บางทีกระแสกรรมมันแรงอาจลดส่วนแบ่งของบุญลงมาก็ได้ แกโหดกับคนในชุมชนตั้งเท่าไหร่ แล้วไหนจะเรื่องที่ตลาดอีกล่ะ นี่ไอ้จ๊อดคงเดินตามดอกล่าเบี้ยขาขวิดเลย ค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ เงินต้นกับดอกจะซื้อความเป็นปกติให้แม่มันได้เปล่าก็ไม่รู้”
จ๊อด กู้ภัย ยังเป็นอาสาสมัครเหมือนเดิม โดยจ้างคนข้างบ้านดูแลแม่ในเวลากลางคืนโดยหักเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นวันต่อวัน ล่าสุดจ๊อด กู้ภัยก็ไม่ได้เป็นอาสาสมัครเพราะไปมีเรื่องกับอาสาสมัครอีกพวกหนึ่ง โชคยังดีที่ไม่ถึงกับสาหัสมาก
เคยสังเกตไหมว่าเวลาที่คนเรากำลังแย่นั้น ความซวยมันก็จะเกิดขึ้นติดๆ กัน คนปล่อยกู้เงินคนเดิมที่คิดว่าเลิกผูกใจเจ็บไปแล้วกลับส่งคนมาทำร้ายจ๊อดซ้ำอีกทั้งที่บาดแผลเก่ายังไม่หายดี ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะอาฆาตมาดร้ายกันนานขนาดนี้ จ๊อดแจ้งความเอาเรื่องเป็นคดีความวุ่นวายกันไปแล้วไหนจะเรื่องแม่ตัวเองอีก
เวลานี้ เงินไม่มีค่าและความสำคัญกับป้าไสวอีกแล้ว เพราะแกได้สิ้นบุญลงในเวลาต่อมา คนเราก็เท่านี้เองไปตัวเปล่านอกจากบุยกรรมติดตัวไปเท่านั้นจริงๆ
มีคนบอกว่า เงินจะมีค่าและมีความสำคัญก็ต่อเมื่อเราต้องการใช้มันเท่านั้น! และใช้ในทางที่ถูกที่ควรมันก็จะเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้ใช้ เงินจึงไม่ต่างจากศัสตราวุธที่อาจจะย้อนกลับมาบาดเรา ผู้มีเงินจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง!!
โดย : เพชรดา ขอขอบคุณ นิตยสารรวมกฎแห่งกรรม
เรื่อง..แม่ลูกอ่อน เวลาเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ไปแล้ว แสงตะวันยามเย็นสีแดงจัด เวลาส่องผ่านห
เรื่อง..ถังสังฆทาน ทุกครั้งที่เห็นคนเข้ามาทำบุญในวัดตาส่วนชายวัย 50 เศษจะแอบยิ้มด้วยควา
เรื่อง..กรรมที่ทำกับอึ่ง กลางเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ฝนเริ่มตกบรรดาอึ่
เรื่อง..แม่กู้ได้ ลูกกู้ภัย ใครๆ ก็รู้ว่าเงินเป็นสิ่งจำเป็นและบันดาลทุกอย่างที่ต้องการ